ค่าเสื่อมราคา คืออะไร? ทำไมเจ้าของธุรกิจไทยต้องใส่ใจมากกว่าแค่ตัวเลข
ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) คือ การกระจายต้นทุนสินทรัพย์ถาวรออกไปยังงบกำไรขาดทุนตามช่วงเวลา เพื่อสะท้อนการลดมูลค่าที่เกิดจากการใช้งานหรือความเก่าแก่ แม้ว่าจะไม่มีการจ่ายเงินสดจริง แต่เป็นรายการสำคัญที่ส่งผลต่อกำไรและภาษีโดยตรง
สำหรับเจ้าของธุรกิจไทย มันสำคัญเพราะเป็น “Tax Shield” ที่เพิ่มกระแสเงินสดโดยไม่ต้องจ่ายเงินสดออกมา ตัวอย่าง: ถ้าคุณมีสินทรัพย์ราคา 1 ล้านบาท คิดค่าเสื่อมเพิ่ม 100,000 บาทต่อปี มันจะลดกำไรเสียภาษีได้ 100,000 บาท ที่อัตราภาษี 20% ประหยัดเงินภาษี 20,000 บาท ในปีนี้ ซึ่งเป็นเงินสดที่เหลืออยู่ในธุรกิจได้เลย จำนวนนี้พอจ้างพนักงานจูเนียร์หนึ่งเดือนหรือซื้ออุปกรณ์สำนักงานได้

5 สัญญาณว่าควรเปลี่ยนวิธีคิดค่าเสื่อมราคา
- สินทรัพย์เสื่อมเร็วกว่าที่คาดไว้ (เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์)
- ภาษีที่จ่ายสูงเกินไปเนื่องจากค่าเสื่อมน้อย
- งบการเงินแสดงมูลค่าสินทรัพย์สูงเกินจริง
- มีกฎหมายใหม่ให้หักค่าเสื่อมเร็วขึ้น (เช่น สิทธิ SME)
- กำลังลงทุนใหม่และต้องการลดภาษีปีแรก
เมื่อเข้าใจนิยามแล้ว สิ่งถัดมาที่ต้องระวังคือผลกระทบต่อสินทรัพย์ถาวร เช่น เครื่องจักรหรืออาคาร ที่มูลค่าลดลงตามกาลเวลา หากไม่คิดค่าเสื่อม งบการเงินจะบิดเบี้ยว ทำให้ประเมินมูลค่าธุรกิจผิดพลาด โดยเฉพาะ SME ที่พึ่งพาสินทรัพย์เหล่านี้ในการผลิต
จากจุดนี้ เป็นการเตือนให้เราต้องจัดการ “บัญชีสองชุด” (Two-Book Problem) คือต้องมีงบตาม TFRS กับงบภาษีแยกกัน เนื่องจากกฎหมายภาษีมีข้อจำกัดเฉพาะ เช่น อัตราสูงสุด ทำให้ต้องปรับรายการระหว่างสองงบเพื่อให้ถูกต้องและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากกรมสรรพากร
หลังจากที่เราเลือกวิธีคำนวณที่เหมาะสมได้แล้ว สิ่งสำคัญต่อมาที่เจ้าของธุรกิจไทยห้ามพลาดคือการทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร เพื่อวางแผนภาษีให้ได้ประโยชน์สูงสุด
ความแตกต่างที่ต้องรู้: Depreciation vs Amortization vs Depletion
การตัดมูลค่าสินทรัพย์แต่ละประเภทมีหลักการต่างกัน เพื่อให้บันทึกบัญชีถูกต้องตามมาตรฐาน TFRS ของไทย และไม่สับสนเมื่อยื่นภาษี

เพื่อช่วยตัดสินใจ วิธีนี้จะช่วยจัดกลุ่มสินทรัพย์ได้ถูกต้อง:
- สินทรัพย์มีตัวตนเป็นของจริงหรือไม่? (เช่น เครื่องจักร, รถยนต์) → คิดค่าเสื่อม (Depreciation)
- ไม่มีตัวตนแต่เป็นสิทธิ์หรือลิขสิทธิ์? (เช่น ซอฟต์แวร์, สูตรอาหาร) → คิดค่าตัดจำหน่าย (Amortization)
- เป็นทรัพยากรธรรมชาติจากเหมืองหรือน้ำมัน? → คิดค่าใช้ depletion (Depletion)
กรณีศึกษาธุรกิจไทย: เครื่องจักร vs แฟรนไชส์
ธุรกิจ SME ที่ซื้อเครื่องจักรจากจีน คิด Depreciation ได้ แต่แฟรนไชส์คีอาร์บอน คิด Amortization เพื่อให้ค่าใช้จ่ายตรงกับการสร้างรายได้ ตัวอย่าง: ซื้อเครื่องจักร 500,000 บาท คิดค่าเสื่อมตามอายุใช้งาน แต่ซื้อ Software License จาก Shopee 200,000 บาท ต้อง Amortization ตามสัญญา 3-5 ปี
AI Automation & Software
ในยุคดิจิทัล ต้องแยกแยะระหว่างซอฟต์แวร์ที่ซื้อมาเป็นลิขสิทธิ์ถาวร (Amortization) กับบริการคลาวด์หรือ SaaS ( Expense ทันที) เพราะ SaaS เป็นบริการรายเดือน ไม่มีสิทธิ์ถาวร ตัวอย่าง: ซื้อ ERP License 200,000 บาท สัญญา 5 ปี คิด Amortization 40,000 บาท/ปี แต่ใช้ AI Tool ผ่านเว็บไซต์แบบจ่ายรายเดือน ต้อง Expense ทันทีในงวดนั้น
หากสับสนระหว่างทั้งสาม อาจนำไปสู่การตรวจสอบจากกรมสรรพากรได้ ควรตรวจสอบตาม มาตรฐานการรายงานทางการเงินไทย
เมื่อแบ่งประเภทสินทรัพย์ได้แล้ว การเลือกวิธีคำนวณค่าเสื่อมที่ตรงกับลักษณะการใช้งานจะเป็นกุญแจสำคัญในการลดภาษีและควบคุมต้นทุน
5 วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคาที่นิยมใช้ (พร้อมสูตรและตัวอย่างปี 2026)
วิธีคำนวณมีหลายแบบ ขึ้นกับลักษณะสินทรัพย์และเป้าหมายทางภาษี โดยใช้สูตรพื้นฐาน: (ต้นทุน – มูลค่าซาก) / อายุการใช้งาน

วิธีเส้นตรง (Straight-line method)
สูตร: ค่าเสื่อมรายปี = (ต้นทุน – มูลค่าซาก) ÷ อายุใช้งาน
ตัวอย่าง คอมพิวเตอร์ Acer ราคา 60,000 บาท มูลค่าซาก 3,000 บาท อายุ 3 ปี ค่าเสื่อมปีละ (60,000 – 3,000) ÷ 3 = 19,000 บาท
วิธีสมดุลลดลงสองเท่า (Double Declining Balance)
สูตร: ค่าเสื่อม = 2 × (1 ÷ อายุใช้งาน) × มูลค่าคงเหลือต้นงวด
ตัวอย่าง รถขนส่งราคา 1,000,000 บาท อายุ 5 ปี ปีแรก: 2 × (1/5) × 1,000,000 = 400,000 บาท ช่วยเร่งหักภาษีในปีเริ่มใช้งาน
วิธีผลรวมของเลขปี (Sum-of-the-years’ digits)
สูตร: ค่าเสื่อม = (อายุคงเหลือ ÷ ผลรวมปี) × (ต้นทุน – มูลค่าซาก)
ตัวอย่าง เครื่องจักรราคา 120,000 บาท อายุ 4 ปี มูลค่าซาก 0 บาท ผลรวมปี = 1+2+3+4 = 10
ปีที่ 1: (4/10) × 120,000 = 48,000 บาท
ปีที่ 2: (3/10) × 120,000 = 36,000 บาท
ปีที่ 3: (2/10) × 120,000 = 24,000 บาท
ปีที่ 4: (1/10) × 120,000 = 12,000 บาท
วิธีหน่วยงาน (Units of Production)
เหมาะกับสินทรัพย์ที่เสื่อมตามปริมาณผลิต เช่น เครื่องพิมพ์ในโรงงาน
ตัวอย่าง เครื่องพิมพ์ต้นทุน 500,000 บาท มูลค่าซาก 50,000 บาท สามารถพิมพ์ได้ 1,000,000 หน้า
ค่าเสื่อมต่อหน้า = (500,000 – 50,000) / 1,000,000 = 0.45 บาท/หน้า
ถ้าปีนี้พิมพ์ 80,000 หน้า ค่าเสื่อม = 0.45 × 80,000 = 36,000 บาท
วิธีกลุ่ม (Group Depreciation)
สำหรับสินทรัพย์จำนวนมาก เช่น รถแท็กซี่ในฟลีท
ตัวอย่าง รถแท็กซี่ 10 คัน ราคาเฉลี่ย 800,000 บาท/คัน อายุ 5 ปี
ถ้าใช้ Double Declining: ค่าเสื่อมรวมปีแรก = 2/5 × (800,000 × 10) = 3,200,000 บาท
หรือคำนวณเป็นรายคันแล้วรวมกัน
ค่าเสื่อมราคารถยนต์ไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี่
ในไทย รถ EV มีแบตเตอรี่ที่เสื่อมเร็วกว่าเครื่องยนต์สันดาป เนื่องจากอากาศร้อน ทำให้อายุการใช้งานประมาณ 5 ปี ในขณะที่รถยนต์น้ำมันใช้ 8 ปี ดังนั้นควรคิดค่าเสื่อมระยะสั้นกว่าเพื่อสะท้อนความเสื่อมจริง และหลีกเลี่ยงการประเมินมูลค่าทางบัญชีที่สูงเกินไป
ในปี 2026 แนะนำใช้ Excel หรือโปรแกรมบัญชีอย่าง FlowAccount เพื่อคำนวณอัตโนมัติ โดยพิจารณาอายุใช้งานจริงจากข้อมูล EV ที่แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าปกติ
วิธีคำนวณที่เลือกจะส่งผลต่อการยื่นภาษีได้ เนื่องจากกรมสรรพากรมีกฎเกณฑ์เฉพาะ ต้องทำความเข้าใจทั้งสองด้าน
กลยุทธ์ภาษี: การคิดค่าเสื่อมราคาตามหลักเกณฑ์กรมสรรพากร
หลักบัญชีกับภาษีต่างกัน กรมสรรพากรยอมรับเฉพาะอัตราที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา เพื่อหักภาษีเงินได้นิติบุคคล
| กลุ่มสินทรัพย์ | อายุใช้งาน (ปี) | อัตราสูงสุด (%) |
|---|---|---|
| อาคารถาวร | 20-40 | 5 |
| อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ | 3 | 33.33 |
| รถยนต์นั่ง | 8 | 20 (เพดาน 1 ล้านบาท) |
SME สามารถใช้ Initial Allowance 40% ในปีแรก เพื่อเร่งหักภาษี ตามพระราชกฤษฎีกา No. 395/604 สำหรับเครื่องจักรและคอมพิวเตอร์มือหนึ่ง (ใหม่) เท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการปรับภาษี
กลยุทธ์สำคัญ: เลือกวิธีเร่งเสื่อมสำหรับสินทรัพย์ใหม่ เพื่อลดภาษีปีแรก แต่ต้องสอดคล้องกับอายุใช้งานจริง มิเช่นนั้นเสี่ยงถูกปรับ
สิทธิพิเศษ SME ปี 2026
หักค่าเสื่อมสองเท่าได้ หากลงทุนในเครื่องจักรที่ส่งเสริมอุตสาหกรรม ตามประกาศของสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (OSMEP)
เปรียบเทียบทางบัญชี vs. ทางภาษี
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ดูตัวอย่างสินทรัพย์เดียวกันที่คำนวณต่างกัน:
| สินทรัพย์ | วิธีทางบัญชี (TFRS) | วิธีทางภาษี (กรมสรรพากร) | ผลต่างในปีแรก |
|---|---|---|---|
| คอมพิวเตอร์ 300,000 บาท | Straight-line 3 ปี: 100,000/ปี | 33.33% ต่อปีของต้นทุน: 100,000/ปี | ไม่ต่างกัน ถ้าบัญชีใช้ straight-line |
| อาคาร 2,000,000 บาท | Straight-line 40 ปี: 50,000/ปี | 5% ต่อปีของต้นทุน: 100,000/ปี | ภาษีหักได้มากกว่า 50,000 บาท |
| รถยนต์นั่ง 1,000,000 บาท | Straight-line 8 ปี: 125,000/ปี | 20% ต่อปีของต้นทุน: 200,000/ปี (5 ปี) | ภาษีหักได้มากกว่า 75,000 บาทในปีแรก |
ตัวอย่างในไทย: ร้านอาหารในกรุงเทพฯ ซื้ออุปกรณ์ครัวราคา 500,000 บาท สามารถใช้ Initial Allowance 40% ในปีแรกได้ หัก 200,000 บาท ลดภาษีได้ 40,000 บาท (ที่อัตรา 20%) เพิ่มกระแสเงินสดสำหรับหมุนเวียนธุรกิจ
นอกจากนี้ เพื่อให้เข้าใจแนวทางนโยบายการคลังที่ส่งผลต่อการหักค่าเสื่อม คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายการคลังและภาษีของไทยสำหรับธุรกิจ
เมื่อสินทรัพย์ถูกหักค่าเสื่อมครบตามกฎหมาย ยังคงมีมูลค่าทางบัญชี 1 บาท ต้องพิจารณาการจัดการต่อเนื่อง
เมื่อสินทรัพย์ตัดค่าเสื่อมหมดแล้ว ต้องทำอย่างไรต่อ?
สินทรัพย์ที่ Fully Depreciated มักเหลือมูลค่าทางบัญชี 1 บาท แต่ยังใช้งานได้ ต้องตัดสินใจว่าจะเก็บไว้หรือจำหน่าย
- บันทึกเป็นสินทรัพย์เหลือมูลค่า 1 บาท ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมเพิ่ม
- หากขาย ได้กำไร/ขาดทุน = ราคาขาย – 1 บาท นำไปรวมกำไรสุทธิ
- ตีราคาใหม่ (Revaluation) หากมูลค่าตลาดสูงขึ้น ตาม TFRS
นอกจากนี้ สินทรัพย์ที่เหลือมูลค่า 1 บาท อาจสร้างปัญหา เช่น ต้องจ่ายภาษีบำรุงท้องที่หากเป็นที่ดิน/อาคาร หรือค่าธรรมเนียมการติดตาม ที่อาจสูงกว่ารายได้จากการใช้งาน
ตัวอย่าง รถกระบะเก่าที่เสื่อมครบ ยังวิ่งส่งของได้ เก็บไว้ใช้ต่อเพื่อประหยัด CapEx หรือขายซากได้ 80,000 บาท สร้างกำไรสุทธิเพิ่ม 80,000 บาท แต่ต้องจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% = 16,000 บาท
เจ้าของธุรกิจ SME ควรตรวจสอบทุกปี หากไม่ใช้งาน ให้จำหน่ายเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีทรัพย์สินและงานบริหารเกินจำเป็น
นอกจากการจัดการสินทรัพย์ที่เสื่อมแล้ว ข้อมูลค่าเสื่อมยังสำคัญต่อนักลงทุนในการวิเคราะห์ความแข็งแกร่งของธุรกิจ
ผลกระทบของค่าเสื่อมราคาต่อการวิเคราะห์หุ้นและมูลค่าบริษัท
นักลงทุนต้องมองทะลุตัวเลขค่าเสื่อม เพราะเป็น Non-cash Expense ที่ลดกำไรสุทธิ แต่ไม่กระทบ Cash Flow from Operations
EBITDA = กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย สะท้อนกำไรที่แท้จริงก่อนลงทุนซ้ำ (CapEx)
นอกจากนี้ ใช้อัตราส่วน Maintenance CapEx / Depreciation เพื่อประเมินความยั่งยืน:
ถ้าใกล้ 1 แสดงว่ามีการลงทุนรักษาสินทรัพย์เพียงพอ
ถ้าน้อยกว่า 0.7 อาจหมายความว่าลดลงทุนและสินทรัพย์เก่าเกิน
ตัวอย่าง บริษัท A (ในตลาด SET) มีกำไรสุทธิ 500 ล้านบาท ค่าเสื่อม 200 ล้านบาท EBITDA = 700 ล้านบาท CapEx 300 ล้านบาท FFO = 400 ล้านบาท ในขณะที่บริษัท B มีกำไรสุทธิ 600 ล้านบาท ค่าเสื่อม 100 ล้านบาท EBITDA = 700 ล้านบาท CapEx 200 ล้านบาท FFO = 500 ล้านบาท แม้ว่า EBITDA เหมือนกัน แต่ FFO ของ B สูงกว่านี้แสดงว่ามีการลงทุนรักษาสินทรัพย์น้อยกว่า
บริษัทที่มีค่าเสื่อมสูง เช่น โรงงานผลิต อาจกำไรสุทธิต่ำแต่เงินสดเหลือมาก เหมาะลงทุนหุ้นกลุ่มนี้ในปี 2026 ที่ EV และ AI ต้องการสินทรัพย์ใหม่
เมื่อวิเคราะห์ เปรียบเทียบ Depreciation กับ CapEx เพื่อประเมินความยั่งยืน และดูที่ FFO (Funds From Operations) แทนกำไรสุทธิ
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยและผลกระทบต่อสินทรัพย์ คุณสามารถดูคู่มือที่ครอบคลุมได้ที่ วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยเพื่อการลงทุนและจัดการสินทรัพย์
คำถามที่พบบ่อยด้านล่างจะช่วยตอบข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าเสื่อมราคาในบริบทธุรกิจไทย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าเสื่อมราคา
Depreciation อ่านว่าอะไร และแปลว่าอะไรในภาษาบัญชี?
อ่านว่า “ดี-เพรช-เชีย-ชั่น” แปลว่า “ค่าเสื่อมราคา” ในภาษาบัญชี คือการลดมูลค่าสินทรัพย์ถาวรตามกาลเวลา
ซื้อรถยนต์นั่งเกิน 7 ที่นั่ง หักค่าเสื่อมได้สูงสุดเท่าไหร่?
สำหรับรถยนต์นั่ง (ไม่เกิน 7 ที่นั่ง) ตามพระราชกฤษฎีกา No. 11 หักได้สูงสุด 1 ล้านบาทต่อคัน อัตรา 20% ต่อปี อายุ 5 ปี แต่สำหรับรถที่มีมากกว่า 7 ที่นั่ง เช่น รถตู้หรือรถโดยสาร อาจอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์อื่นและมีข้อกำหนดต่างกัน ควรตรวจสอบรายละเอียดกับกรมสรรพากรหรือปรึกษานักบัญชีเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา
ค่าเสื่อมราคาเป็นสินทรัพย์หรือหนี้สิน?
ไม่ใช่ทั้งคู่ เป็นรายการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ถาวรในงบดุล และบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน
ถ้าไม่ได้ใช้งานสินทรัพย์เลย ยังต้องคิดค่าเสื่อมราคาไหม?
ต้องคิด เพราะเสื่อมตามกาลเวลา (Time-based) แม้ไม่ได้ใช้ เช่น อาคาร แต่หากเป็นวิธีตามหน่วยผลิต (Units) อาจหยุดได้ ปรึกษานักบัญชีเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาภาษี
Accumulated Depreciation คืออะไร ต่างจาก Depreciation Expense อย่างไร?
Accumulated คือยอดสะสมทั้งหมดที่หักแล้ว ส่วน Depreciation Expense คือยอดรายงวด
วิธีการเปลี่ยนวิธีคำนวณค่าเสื่อมราคาระหว่างปีทำได้หรือไม่?
ทำได้ แต่ต้องมีเหตุผลทางธุรกิจที่ชัดเจนและแจ้งในหมายเหตุงบการเงิน ตาม TFRS หากเปลี่ยนบ่อยเสี่ยงถูกสรรพากรปฏิเสธ
ที่ดินมีการคิดค่าเสื่อมราคาหรือไม่?
ไม่คิด เพราะที่ดินมีมูลค่าคงที่ ไม่เสื่อมตามเวลา
Appreciation and Depreciation ในทางเศรษฐศาสตร์ต่างจากทางบัญชีอย่างไร?
ทางเศรษฐศาสตร์: Appreciation คือค่าเงินแข็งขึ้น Depreciation คืออ่อนลง ทางบัญชี: เฉพาะสินทรัพย์ถาวร ไม่เกี่ยวกับค่าเงิน