66, Broklyn St, New York, USA
Turning big ideas into great services!

ค่าเสื่อมราคา คำนวณถูกต้อง ลดภาษีธุรกิจไทย 2569

Home / ศัพท์เทรดต้องรู้ / ค่าเสื่อมราคา คำนวณถูกต้อง ลดภาษีธุรกิจไทย...

meetcinco_com | 11 May

ค่าเสื่อมราคา คำนวณถูกต้อง ลดภาษีธุรกิจไทย 2569

ค่าเสื่อมราคา คืออะไร? ทำไมเจ้าของธุรกิจไทยต้องใส่ใจมากกว่าแค่ตัวเลข

ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) คือ การกระจายต้นทุนสินทรัพย์ถาวรออกไปยังงบกำไรขาดทุนตามช่วงเวลา เพื่อสะท้อนการลดมูลค่าที่เกิดจากการใช้งานหรือความเก่าแก่ แม้ว่าจะไม่มีการจ่ายเงินสดจริง แต่เป็นรายการสำคัญที่ส่งผลต่อกำไรและภาษีโดยตรง

สำหรับเจ้าของธุรกิจไทย มันสำคัญเพราะเป็น “Tax Shield” ที่เพิ่มกระแสเงินสดโดยไม่ต้องจ่ายเงินสดออกมา ตัวอย่าง: ถ้าคุณมีสินทรัพย์ราคา 1 ล้านบาท คิดค่าเสื่อมเพิ่ม 100,000 บาทต่อปี มันจะลดกำไรเสียภาษีได้ 100,000 บาท ที่อัตราภาษี 20% ประหยัดเงินภาษี 20,000 บาท ในปีนี้ ซึ่งเป็นเงินสดที่เหลืออยู่ในธุรกิจได้เลย จำนวนนี้พอจ้างพนักงานจูเนียร์หนึ่งเดือนหรือซื้ออุปกรณ์สำนักงานได้

นักธุรกิจไทยในออฟฟิศสว่างนั่งที่โต๊ะพร้อมเครื่องคิดเลขและกราฟแสดงมูลค่าสินทรัพย์โค้งลงตามเดือนในปฏิทิน แสงธรรมชาติอ่อนๆ ส่องเอกสาร

5 สัญญาณว่าควรเปลี่ยนวิธีคิดค่าเสื่อมราคา

  • สินทรัพย์เสื่อมเร็วกว่าที่คาดไว้ (เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์)
  • ภาษีที่จ่ายสูงเกินไปเนื่องจากค่าเสื่อมน้อย
  • งบการเงินแสดงมูลค่าสินทรัพย์สูงเกินจริง
  • มีกฎหมายใหม่ให้หักค่าเสื่อมเร็วขึ้น (เช่น สิทธิ SME)
  • กำลังลงทุนใหม่และต้องการลดภาษีปีแรก

เมื่อเข้าใจนิยามแล้ว สิ่งถัดมาที่ต้องระวังคือผลกระทบต่อสินทรัพย์ถาวร เช่น เครื่องจักรหรืออาคาร ที่มูลค่าลดลงตามกาลเวลา หากไม่คิดค่าเสื่อม งบการเงินจะบิดเบี้ยว ทำให้ประเมินมูลค่าธุรกิจผิดพลาด โดยเฉพาะ SME ที่พึ่งพาสินทรัพย์เหล่านี้ในการผลิต

จากจุดนี้ เป็นการเตือนให้เราต้องจัดการ “บัญชีสองชุด” (Two-Book Problem) คือต้องมีงบตาม TFRS กับงบภาษีแยกกัน เนื่องจากกฎหมายภาษีมีข้อจำกัดเฉพาะ เช่น อัตราสูงสุด ทำให้ต้องปรับรายการระหว่างสองงบเพื่อให้ถูกต้องและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากกรมสรรพากร

หลังจากที่เราเลือกวิธีคำนวณที่เหมาะสมได้แล้ว สิ่งสำคัญต่อมาที่เจ้าของธุรกิจไทยห้ามพลาดคือการทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร เพื่อวางแผนภาษีให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ความแตกต่างที่ต้องรู้: Depreciation vs Amortization vs Depletion

การตัดมูลค่าสินทรัพย์แต่ละประเภทมีหลักการต่างกัน เพื่อให้บันทึกบัญชีถูกต้องตามมาตรฐาน TFRS ของไทย และไม่สับสนเมื่อยื่นภาษี

นักบัญชีในชุดสูทมืออาชีพเปรียบเทียบสองกราฟ หนึ่งสำหรับค่าเสื่อมเครื่องจักร อีกหนึ่งสำหรับค่าตัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ ไอคอนสีสันของอุปกรณ์โรงงานและโค้ดดิจิทัลบนหน้าจอ แสงอบอุ่น

เพื่อช่วยตัดสินใจ วิธีนี้จะช่วยจัดกลุ่มสินทรัพย์ได้ถูกต้อง:

  • สินทรัพย์มีตัวตนเป็นของจริงหรือไม่? (เช่น เครื่องจักร, รถยนต์) → คิดค่าเสื่อม (Depreciation)
  • ไม่มีตัวตนแต่เป็นสิทธิ์หรือลิขสิทธิ์? (เช่น ซอฟต์แวร์, สูตรอาหาร) → คิดค่าตัดจำหน่าย (Amortization)
  • เป็นทรัพยากรธรรมชาติจากเหมืองหรือน้ำมัน? → คิดค่าใช้ depletion (Depletion)

กรณีศึกษาธุรกิจไทย: เครื่องจักร vs แฟรนไชส์

ธุรกิจ SME ที่ซื้อเครื่องจักรจากจีน คิด Depreciation ได้ แต่แฟรนไชส์คีอาร์บอน คิด Amortization เพื่อให้ค่าใช้จ่ายตรงกับการสร้างรายได้ ตัวอย่าง: ซื้อเครื่องจักร 500,000 บาท คิดค่าเสื่อมตามอายุใช้งาน แต่ซื้อ Software License จาก Shopee 200,000 บาท ต้อง Amortization ตามสัญญา 3-5 ปี

AI Automation & Software

ในยุคดิจิทัล ต้องแยกแยะระหว่างซอฟต์แวร์ที่ซื้อมาเป็นลิขสิทธิ์ถาวร (Amortization) กับบริการคลาวด์หรือ SaaS ( Expense ทันที) เพราะ SaaS เป็นบริการรายเดือน ไม่มีสิทธิ์ถาวร ตัวอย่าง: ซื้อ ERP License 200,000 บาท สัญญา 5 ปี คิด Amortization 40,000 บาท/ปี แต่ใช้ AI Tool ผ่านเว็บไซต์แบบจ่ายรายเดือน ต้อง Expense ทันทีในงวดนั้น

หากสับสนระหว่างทั้งสาม อาจนำไปสู่การตรวจสอบจากกรมสรรพากรได้ ควรตรวจสอบตาม มาตรฐานการรายงานทางการเงินไทย

เมื่อแบ่งประเภทสินทรัพย์ได้แล้ว การเลือกวิธีคำนวณค่าเสื่อมที่ตรงกับลักษณะการใช้งานจะเป็นกุญแจสำคัญในการลดภาษีและควบคุมต้นทุน

5 วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคาที่นิยมใช้ (พร้อมสูตรและตัวอย่างปี 2026)

วิธีคำนวณมีหลายแบบ ขึ้นกับลักษณะสินทรัพย์และเป้าหมายทางภาษี โดยใช้สูตรพื้นฐาน: (ต้นทุน – มูลค่าซาก) / อายุการใช้งาน

เจ้าของธุรกิจตรวจสอบไทม์ไลน์สินทรัพย์รถบรรทุกพร้อมสูตรค่าเสื่อมเส้นตรงแบบขั้นตอนลง เน้นมูลค่าซากท้ายสุด สีน้ำเงินและเขียวสดใส สไตล์ธุรกิจไทยสมัยใหม่

วิธีเส้นตรง (Straight-line method)

สูตร: ค่าเสื่อมรายปี = (ต้นทุน – มูลค่าซาก) ÷ อายุใช้งาน

ตัวอย่าง คอมพิวเตอร์ Acer ราคา 60,000 บาท มูลค่าซาก 3,000 บาท อายุ 3 ปี ค่าเสื่อมปีละ (60,000 – 3,000) ÷ 3 = 19,000 บาท

วิธีสมดุลลดลงสองเท่า (Double Declining Balance)

สูตร: ค่าเสื่อม = 2 × (1 ÷ อายุใช้งาน) × มูลค่าคงเหลือต้นงวด

ตัวอย่าง รถขนส่งราคา 1,000,000 บาท อายุ 5 ปี ปีแรก: 2 × (1/5) × 1,000,000 = 400,000 บาท ช่วยเร่งหักภาษีในปีเริ่มใช้งาน

วิธีผลรวมของเลขปี (Sum-of-the-years’ digits)

สูตร: ค่าเสื่อม = (อายุคงเหลือ ÷ ผลรวมปี) × (ต้นทุน – มูลค่าซาก)

ตัวอย่าง เครื่องจักรราคา 120,000 บาท อายุ 4 ปี มูลค่าซาก 0 บาท ผลรวมปี = 1+2+3+4 = 10
ปีที่ 1: (4/10) × 120,000 = 48,000 บาท
ปีที่ 2: (3/10) × 120,000 = 36,000 บาท
ปีที่ 3: (2/10) × 120,000 = 24,000 บาท
ปีที่ 4: (1/10) × 120,000 = 12,000 บาท

วิธีหน่วยงาน (Units of Production)

เหมาะกับสินทรัพย์ที่เสื่อมตามปริมาณผลิต เช่น เครื่องพิมพ์ในโรงงาน
ตัวอย่าง เครื่องพิมพ์ต้นทุน 500,000 บาท มูลค่าซาก 50,000 บาท สามารถพิมพ์ได้ 1,000,000 หน้า
ค่าเสื่อมต่อหน้า = (500,000 – 50,000) / 1,000,000 = 0.45 บาท/หน้า
ถ้าปีนี้พิมพ์ 80,000 หน้า ค่าเสื่อม = 0.45 × 80,000 = 36,000 บาท

วิธีกลุ่ม (Group Depreciation)

สำหรับสินทรัพย์จำนวนมาก เช่น รถแท็กซี่ในฟลีท
ตัวอย่าง รถแท็กซี่ 10 คัน ราคาเฉลี่ย 800,000 บาท/คัน อายุ 5 ปี
ถ้าใช้ Double Declining: ค่าเสื่อมรวมปีแรก = 2/5 × (800,000 × 10) = 3,200,000 บาท
หรือคำนวณเป็นรายคันแล้วรวมกัน

ค่าเสื่อมราคารถยนต์ไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี่

ในไทย รถ EV มีแบตเตอรี่ที่เสื่อมเร็วกว่าเครื่องยนต์สันดาป เนื่องจากอากาศร้อน ทำให้อายุการใช้งานประมาณ 5 ปี ในขณะที่รถยนต์น้ำมันใช้ 8 ปี ดังนั้นควรคิดค่าเสื่อมระยะสั้นกว่าเพื่อสะท้อนความเสื่อมจริง และหลีกเลี่ยงการประเมินมูลค่าทางบัญชีที่สูงเกินไป

ในปี 2026 แนะนำใช้ Excel หรือโปรแกรมบัญชีอย่าง FlowAccount เพื่อคำนวณอัตโนมัติ โดยพิจารณาอายุใช้งานจริงจากข้อมูล EV ที่แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าปกติ

วิธีคำนวณที่เลือกจะส่งผลต่อการยื่นภาษีได้ เนื่องจากกรมสรรพากรมีกฎเกณฑ์เฉพาะ ต้องทำความเข้าใจทั้งสองด้าน

กลยุทธ์ภาษี: การคิดค่าเสื่อมราคาตามหลักเกณฑ์กรมสรรพากร

หลักบัญชีกับภาษีต่างกัน กรมสรรพากรยอมรับเฉพาะอัตราที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา เพื่อหักภาษีเงินได้นิติบุคคล

กลุ่มสินทรัพย์ อายุใช้งาน (ปี) อัตราสูงสุด (%)
อาคารถาวร 20-40 5
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 3 33.33
รถยนต์นั่ง 8 20 (เพดาน 1 ล้านบาท)

SME สามารถใช้ Initial Allowance 40% ในปีแรก เพื่อเร่งหักภาษี ตามพระราชกฤษฎีกา No. 395/604 สำหรับเครื่องจักรและคอมพิวเตอร์มือหนึ่ง (ใหม่) เท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการปรับภาษี

กลยุทธ์สำคัญ: เลือกวิธีเร่งเสื่อมสำหรับสินทรัพย์ใหม่ เพื่อลดภาษีปีแรก แต่ต้องสอดคล้องกับอายุใช้งานจริง มิเช่นนั้นเสี่ยงถูกปรับ

สิทธิพิเศษ SME ปี 2026

หักค่าเสื่อมสองเท่าได้ หากลงทุนในเครื่องจักรที่ส่งเสริมอุตสาหกรรม ตามประกาศของสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (OSMEP)

เปรียบเทียบทางบัญชี vs. ทางภาษี

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ดูตัวอย่างสินทรัพย์เดียวกันที่คำนวณต่างกัน:

สินทรัพย์ วิธีทางบัญชี (TFRS) วิธีทางภาษี (กรมสรรพากร) ผลต่างในปีแรก
คอมพิวเตอร์ 300,000 บาท Straight-line 3 ปี: 100,000/ปี 33.33% ต่อปีของต้นทุน: 100,000/ปี ไม่ต่างกัน ถ้าบัญชีใช้ straight-line
อาคาร 2,000,000 บาท Straight-line 40 ปี: 50,000/ปี 5% ต่อปีของต้นทุน: 100,000/ปี ภาษีหักได้มากกว่า 50,000 บาท
รถยนต์นั่ง 1,000,000 บาท Straight-line 8 ปี: 125,000/ปี 20% ต่อปีของต้นทุน: 200,000/ปี (5 ปี) ภาษีหักได้มากกว่า 75,000 บาทในปีแรก

ตัวอย่างในไทย: ร้านอาหารในกรุงเทพฯ ซื้ออุปกรณ์ครัวราคา 500,000 บาท สามารถใช้ Initial Allowance 40% ในปีแรกได้ หัก 200,000 บาท ลดภาษีได้ 40,000 บาท (ที่อัตรา 20%) เพิ่มกระแสเงินสดสำหรับหมุนเวียนธุรกิจ

นอกจากนี้ เพื่อให้เข้าใจแนวทางนโยบายการคลังที่ส่งผลต่อการหักค่าเสื่อม คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายการคลังและภาษีของไทยสำหรับธุรกิจ

เมื่อสินทรัพย์ถูกหักค่าเสื่อมครบตามกฎหมาย ยังคงมีมูลค่าทางบัญชี 1 บาท ต้องพิจารณาการจัดการต่อเนื่อง

เมื่อสินทรัพย์ตัดค่าเสื่อมหมดแล้ว ต้องทำอย่างไรต่อ?

สินทรัพย์ที่ Fully Depreciated มักเหลือมูลค่าทางบัญชี 1 บาท แต่ยังใช้งานได้ ต้องตัดสินใจว่าจะเก็บไว้หรือจำหน่าย

  • บันทึกเป็นสินทรัพย์เหลือมูลค่า 1 บาท ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมเพิ่ม
  • หากขาย ได้กำไร/ขาดทุน = ราคาขาย – 1 บาท นำไปรวมกำไรสุทธิ
  • ตีราคาใหม่ (Revaluation) หากมูลค่าตลาดสูงขึ้น ตาม TFRS

นอกจากนี้ สินทรัพย์ที่เหลือมูลค่า 1 บาท อาจสร้างปัญหา เช่น ต้องจ่ายภาษีบำรุงท้องที่หากเป็นที่ดิน/อาคาร หรือค่าธรรมเนียมการติดตาม ที่อาจสูงกว่ารายได้จากการใช้งาน

ตัวอย่าง รถกระบะเก่าที่เสื่อมครบ ยังวิ่งส่งของได้ เก็บไว้ใช้ต่อเพื่อประหยัด CapEx หรือขายซากได้ 80,000 บาท สร้างกำไรสุทธิเพิ่ม 80,000 บาท แต่ต้องจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% = 16,000 บาท

เจ้าของธุรกิจ SME ควรตรวจสอบทุกปี หากไม่ใช้งาน ให้จำหน่ายเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีทรัพย์สินและงานบริหารเกินจำเป็น

นอกจากการจัดการสินทรัพย์ที่เสื่อมแล้ว ข้อมูลค่าเสื่อมยังสำคัญต่อนักลงทุนในการวิเคราะห์ความแข็งแกร่งของธุรกิจ

ผลกระทบของค่าเสื่อมราคาต่อการวิเคราะห์หุ้นและมูลค่าบริษัท

นักลงทุนต้องมองทะลุตัวเลขค่าเสื่อม เพราะเป็น Non-cash Expense ที่ลดกำไรสุทธิ แต่ไม่กระทบ Cash Flow from Operations

EBITDA = กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย สะท้อนกำไรที่แท้จริงก่อนลงทุนซ้ำ (CapEx)

นอกจากนี้ ใช้อัตราส่วน Maintenance CapEx / Depreciation เพื่อประเมินความยั่งยืน:
ถ้าใกล้ 1 แสดงว่ามีการลงทุนรักษาสินทรัพย์เพียงพอ
ถ้าน้อยกว่า 0.7 อาจหมายความว่าลดลงทุนและสินทรัพย์เก่าเกิน

ตัวอย่าง บริษัท A (ในตลาด SET) มีกำไรสุทธิ 500 ล้านบาท ค่าเสื่อม 200 ล้านบาท EBITDA = 700 ล้านบาท CapEx 300 ล้านบาท FFO = 400 ล้านบาท ในขณะที่บริษัท B มีกำไรสุทธิ 600 ล้านบาท ค่าเสื่อม 100 ล้านบาท EBITDA = 700 ล้านบาท CapEx 200 ล้านบาท FFO = 500 ล้านบาท แม้ว่า EBITDA เหมือนกัน แต่ FFO ของ B สูงกว่านี้แสดงว่ามีการลงทุนรักษาสินทรัพย์น้อยกว่า

บริษัทที่มีค่าเสื่อมสูง เช่น โรงงานผลิต อาจกำไรสุทธิต่ำแต่เงินสดเหลือมาก เหมาะลงทุนหุ้นกลุ่มนี้ในปี 2026 ที่ EV และ AI ต้องการสินทรัพย์ใหม่

เมื่อวิเคราะห์ เปรียบเทียบ Depreciation กับ CapEx เพื่อประเมินความยั่งยืน และดูที่ FFO (Funds From Operations) แทนกำไรสุทธิ

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยและผลกระทบต่อสินทรัพย์ คุณสามารถดูคู่มือที่ครอบคลุมได้ที่ วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยเพื่อการลงทุนและจัดการสินทรัพย์

คำถามที่พบบ่อยด้านล่างจะช่วยตอบข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าเสื่อมราคาในบริบทธุรกิจไทย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าเสื่อมราคา

Depreciation อ่านว่าอะไร และแปลว่าอะไรในภาษาบัญชี?

อ่านว่า “ดี-เพรช-เชีย-ชั่น” แปลว่า “ค่าเสื่อมราคา” ในภาษาบัญชี คือการลดมูลค่าสินทรัพย์ถาวรตามกาลเวลา

ซื้อรถยนต์นั่งเกิน 7 ที่นั่ง หักค่าเสื่อมได้สูงสุดเท่าไหร่?

สำหรับรถยนต์นั่ง (ไม่เกิน 7 ที่นั่ง) ตามพระราชกฤษฎีกา No. 11 หักได้สูงสุด 1 ล้านบาทต่อคัน อัตรา 20% ต่อปี อายุ 5 ปี แต่สำหรับรถที่มีมากกว่า 7 ที่นั่ง เช่น รถตู้หรือรถโดยสาร อาจอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์อื่นและมีข้อกำหนดต่างกัน ควรตรวจสอบรายละเอียดกับกรมสรรพากรหรือปรึกษานักบัญชีเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา

ค่าเสื่อมราคาเป็นสินทรัพย์หรือหนี้สิน?

ไม่ใช่ทั้งคู่ เป็นรายการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ถาวรในงบดุล และบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน

ถ้าไม่ได้ใช้งานสินทรัพย์เลย ยังต้องคิดค่าเสื่อมราคาไหม?

ต้องคิด เพราะเสื่อมตามกาลเวลา (Time-based) แม้ไม่ได้ใช้ เช่น อาคาร แต่หากเป็นวิธีตามหน่วยผลิต (Units) อาจหยุดได้ ปรึกษานักบัญชีเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาภาษี

Accumulated Depreciation คืออะไร ต่างจาก Depreciation Expense อย่างไร?

Accumulated คือยอดสะสมทั้งหมดที่หักแล้ว ส่วน Depreciation Expense คือยอดรายงวด

วิธีการเปลี่ยนวิธีคำนวณค่าเสื่อมราคาระหว่างปีทำได้หรือไม่?

ทำได้ แต่ต้องมีเหตุผลทางธุรกิจที่ชัดเจนและแจ้งในหมายเหตุงบการเงิน ตาม TFRS หากเปลี่ยนบ่อยเสี่ยงถูกสรรพากรปฏิเสธ

ที่ดินมีการคิดค่าเสื่อมราคาหรือไม่?

ไม่คิด เพราะที่ดินมีมูลค่าคงที่ ไม่เสื่อมตามเวลา

Appreciation and Depreciation ในทางเศรษฐศาสตร์ต่างจากทางบัญชีอย่างไร?

ทางเศรษฐศาสตร์: Appreciation คือค่าเงินแข็งขึ้น Depreciation คืออ่อนลง ทางบัญชี: เฉพาะสินทรัพย์ถาวร ไม่เกี่ยวกับค่าเงิน

Leave a Reply