66, Broklyn St, New York, USA
Turning big ideas into great services!

Fair Value คืออะไร มูลค่ายุติธรรมนักลงทุนไทยต้องรู้

Home / ศัพท์เทรดต้องรู้ / Fair Value คืออะไร...

meetcinco_com | 04 Apr

Fair Value คืออะไร มูลค่ายุติธรรมนักลงทุนไทยต้องรู้

มูลค่ายุติธรรมคืออะไร?

มูลค่ายุติธรรม (Fair Value) คือ ราคาที่จะได้รับจากการขายสินทรัพย์หรือจ่ายเพื่อโอนหนี้สินในธุรกรรมที่ปกติเกิดขึ้นระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายที่รู้ข้อมูลและตกลงกันอย่างสมัครใจ โดยไม่มีการบังคับ นี่คือหลักการพื้นฐานที่ TFRS 13 กำหนดไว้ เพื่อให้การวัดมูลค่าสินทรัพย์มีความโปร่งใสและเที่ยงตรง

ในบริบทไทย หลักนี้สำคัญมากในการกรองธุรกรรมที่อาจไม่เป็นไปตามหลัก “Arm’s Length” เช่น การซื้อขายกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง (Related Parties) ที่ราคาอาจเบี่ยงเบนจากเงื่อนไขตลาดจริง

คาดการณ์ว่าในปี 2026 การเติบโตของตลาดทุนไทยโดยเฉพาะในสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยี จะทำให้การใช้มูลค่ายุติธรรมเป็นเครื่องมือมาตรฐานในการวิเคราะห์และรายงานทางการเงินมากขึ้น เนื่องจากช่วยให้เห็นภาพความเสี่ยงและมูลค่าจริงมากกว่าราคาที่แสดงบนกระดาน

ตราชั่งทองคำที่สมดุลสมบูรณ์ มีใบหุ้นด้านหนึ่งและกองธนบัตรบาทไทยอีกด้านหนึ่ง ภายใต้แสงสตูดิโอสว่างในโทนสีน้ำเงินอ่อน

เมื่อเข้าใจนิยามพื้นฐานแล้ว สิ่งสำคัญต่อมาคือการแยกแยะ Fair Value ออกจาก Market Value และ Book Value ที่มักทำให้นักลงทุนสับสน

ความแตกต่างที่ต้องรู้: Fair Value vs Market Value vs Book Value

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างของแต่ละค่าดังนี้

วงกลมโปร่งแสงสามวงทับซ้อนกันในสีแดง เขียว น้ำเงินสดใส ลอยบนพื้นหลังสีขาว สื่อถึงมูลค่าทางการเงินที่เชื่อมโยงกัน มีเอฟเฟกต์เรืองแสงละเอียด
นิยาม (Definition) ที่มา (Source) การนำไปใช้ (Use Case)
มูลค่ายุติธรรม (Fair Value)
ราคาที่ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อยินยอมในธุรกรรมปกติที่ไม่มีบังคับ
จากโมเดลการคำนวณตาม TFRS 13 (DCF, P/E, P/BV) และข้อมูลตลาด ใช้ตัดสินใจลงทุนระยะยาว หา Margin of Safety โดยเปรียบเทียบกับราคาตลาดหุ้น SET เช่น เปรียบเทียบ Fair Value ของ PTT กับราคาขายจริงเพื่อดูว่าถูกหรือแพง
ราคาตลาด (Market Value)
ราคาที่ซื้อขายจริงในตลาดในขณะนั้น
จากราคาปิดรายวันบนกระดานหุ้น (SET, mai) ใช้ดูราคาซื้อขายจริงรายวัน สำหรับเทรดระยะสั้นหรือวัดความนิยมของตลาดในขณะนั้น
มูลค่าทางบัญชี (Book Value)
มูลค่าตามต้นทุนสะสมหลังหักค่าเสื่อม
จากงบดุล (Assets – Liabilities) หรือ NAV ในกองทุน ใช้ดูฐานะการเงินพื้นฐาน เช่น ดู Book Value ของธนาคาร KBANK เพื่อประเมินมูลค่าสินทรัพย์สุทธิตามราคาทุน

กรณีศึกษาสำหรับตลาดไทย: สำหรับหุ้น PTT ใน SET50 ถ้าราคาตลาดอยู่ที่ 35 บาท (Market Value) แต่ Book Value อยู่ที่ 40 บาท และ Fair Value จากโมเดล DCF คาดการณ์ไว้ที่ 45 บาท นักลงทุนสายหลักจะมองว่าตลาดกำลังราคาถูกเกินไปและมีโอกาสซื้อได้

ยกตัวอย่างอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ บ้านที่ขายจริง 10 ล้าน (Market Value) แต่ราคาประเมินตามราคาทุน (Book Value) อาจอยู่ที่ 6 ล้าน ในขณะที่ Fair Value จากตลาดรองที่คาดว่าคนจะยอมจ่ายอยู่ที่ 9 ล้าน ผู้ซื้อที่ดูแค่ราคาขายอาจพลาดโอกาสนี้

วิธีหา Fair Value ของหุ้น: สูตรคำนวณที่นักลงทุนไทยนิยมใช้

แผงควบคุมดิจิทัลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แสดงกราฟหุ้น สายกราฟ และแถบอัตราส่วนสีสันสดใส ในธีมมืดพร้อมไฮไลต์สีเขียวนีออนและอินเตอร์เฟซทันสมัย

มีวิธีคำนวณหลักๆ 2 วิธีที่ใช้กันมากในตลาดไทย คือวิธี P/E และวิธี DCF (Discounted Cash Flow) โดยแต่ละวิธีมีจุดประสงค์และความเหมาะสมต่างกัน

1. วิธี P/E (Price-to-Earnings)

ใช้คำนวณจาก กำไรต่อหุ้น (EPS) ของปีที่ผ่านมาหรือปีหน้า (Forward P/E) หารด้วยราคาหุ้น
ตัวอย่างสำหรับหุ้นไทย: ถ้าหุ้นธนาคารอย่าง BBL มี Forward P/E ต่ำกว่า 6-8 เท่า (ซึ่งเป็นเฉลี่ยอุตสาหกรรมธนาคารไทย) อาจบ่งบอกว่าถูก
คำนวณ Margin of Safety: ถ้า Fair Value จาก P/E = 50 บาท แต่ราคาตลาดอยู่ที่ 40 บาท ก็มี Margin of Safety 20%

เพื่อคำนวณ P/E อย่างแม่นยำ นักลงทุนต้องทำความเข้าใจ ทำความเข้าใจ EPS และการประเมินมูลค่าหุ้น ก่อน เพราะ EPS เป็นตัวหารที่สำคัญ

2. วิธี DCF (Discounted Cash Flow) – ขั้นตอน 5 ขั้น

วิธีนี้คำนวณมูลค่าจากกระแสเงินสดอนาคตที่คาดการณ์ได้ โดยลดกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน
ขั้นตอนสำหรับตลาดไทย:
1. ดึงข้อมูล FCF: ดู Cash Flow จากงบการเงินในเว็บ SET.or.th ของบริษัท
2. กำหนด Discount Rate (WACC): ใช้ Risk-Free Rate จาก พันธบัตรรัฐบาลไทย 10 ปี (ประมาณ 2.8%) บวก Risk Premium สำหรับหุ้นไทย (5-7% ตาม IAA) และน้ำหนักของหนี้สิน
3. คาดการณ์ Cash Flow 5 ปี: ใช้ข้อมูลย้อนหลังและแนวโน้มอุตสาหกรรม
4. คำนวณ Terminal Value: ใช้ Growth Rate ไม่เกิน 3-4% สำหรับตลาดไทย (สูงกว่าระบบเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว)
5. หารด้วยจำนวนหุ้น: เอาผลรวมมูลค่าปัจจุบันหารหุ้นที่ออก

กรณีศึกษาจำลอง: สมมติบริษัท “ไทยกรีนเอ็นเนอร์จี” มี FCF ปีแรก 500 ล้านบาท, เติบโต 10% ต่อปี 5 ปี, WACC 9%, Terminal Growth 3% ผลลัพธ์ Fair Value อาจอยู่ที่ 25 บาท/หุ้น

เมทริกซ์ตัดสินใจสำหรับนักลงทุนไทย: จะใช้วิธีไหนเมื่อไร?

  • หุ้น Blue-chip (SET50): ใช้ DCF หรือ P/E เนื่องจากข้อมูลดีและคาดการณ์น่าเชื่อถือ
  • หุ้น Growth (เทคโนโลยี, ดิจิทัล): ใช้ Forward P/E หรือ P/S (Price-to-Sales) เพราะกำไรอาจยังต่ำแต่เติบโตสูง
  • ธนาคารและบริษัทเงินทุน: ใช้ P/BV (Price-to-Book Value) เพราะสินทรัพย์หลักคือสินเชื่อและเงินฝาก

เจาะลึก Fair Value Hierarchy: ลำดับชั้นความน่าเชื่อถือ 3 ระดับ (TFRS 13)

ตาม สภาวิชาชีพบัญชี ที่ออก TFRS 13 การแบ่งระดับ Fair Value Hierarchy ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของข้อมูลนำเข้า (Inputs)
Level 1 (น่าเชื่อถือสูงสุด): ใช้ราคาในตลาดพลุกพล่าน เช่น หุ้น AOT ใน SET ที่มีปริมาณซื้อขายสูง
Level 2: ข้อมูลที่สังเกตได้จากตลาด เช่น อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ปรับจาก Level 1
Level 3 (น่าเชื่อถือต่ำสุด): ข้อมูลภายในที่ไม่สามารถสังเกตได้จากตลาด เช่น โมเดล DCF สำหรับหุ้นเล็กที่สภาพคล่องต่ำ

บริษัทต้องเปิดเผยระดับนี้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน เพราะ Level 3 มีความเสี่ยงที่การประเมินอาจเบี่ยงเบนได้ ก.ล.ต. (SEC Thailand) ตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการบิดเบือนกำไร

ในสินทรัพย์แบบ REITs ที่ต้องประเมิน Fair Value อย่างต่อเนื่อง มูลค่ายุติธรรมของ REITs ในตลาดไทย เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เนื่องจากต้องปรับค่าตามตลาดทุกไตรมาส

Fair Value Gap (FVG) คืออะไร? เทคนิคที่สายเทรดใช้หาจุดเข้าซื้อ

Fair Value Gap (FVG) คือช่องว่างราคาที่เกิดจากแท่งเทียน 3 แท่งติดกัน โดยแท่งกลางมี High-Low ที่ไม่ทับซ้อนกับแท่งก่อน-หลัง สร้าง Imbalance ที่ราคามักจะกลับมาเติมเต็ม (Rebalance) ตามหลัก Smart Money Concepts (SMC) ซึ่งเป็นแนวคิดที่นิยมในชุมชนเทรดหุ้นไทย

วิธีดูในกราฟหุ้นไทย:
1. หาแท่งเทียนที่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว (Bullish/Bearish)
2. ตรวจสอบว่ามีช่องว่างระหว่าง Low ของแท่งก่อนกับ High ของแท่งหลังหรือไม่
3. รอราคากลับมาแตะโซนนั้นก่อนตัดสินใจเข้าซื้อ/ขาย
การตั้งค่าใน TradingView: ใช้ Indicator “Fair Value Gap” จากชุมชน ค้น “FVG SMC” แล้วปรับ Timeframe เป็น 1 ชั่วโมงสำหรับหุ้นใหญ่ใน SET และ 4 ชั่วโมงสำหรับหุ้น mid-cap

FVG ต่างจาก Gap ปกติที่เกิดจากข่าว เนื่องจาก FVG มักมาจาก Institutional Order Block ทำให้มีแนวโน้มสูงที่ราคาจะกลับมาเติมเต็ม ในตลาดไทยที่ SMC กำลังฮิต

ข้อควรระวังและข้อจำกัดของ Fair Value ในตลาดผันผวน

มูลค่ายุติธรรมอาจเบี่ยงเบนในตลาดที่มี:
– สภาพคล่องต่ำ: เช่น หุ้นเล็กในตลาด mai ที่ปริมาณซื้อขายวันละไม่ถึง 10 ล้านบาท ราคาอาจแกว่งมากจากข่าวลือหรือการขายของผู้ถือหุ้นใหญ่เพียงรายเดียว
– Related Party Transactions: ในบริษัทครอบครัวหรือกลุ่มที่ทำธุรกิจกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ราคาอาจถูกกำหนดสูงเกินจริงเพื่อให้งบดูสวย การกู้ยืมหรือซื้อสินทรัพย์จากบริษัทในกลุ่ม

Checklist 5 ข้อก่อนเชื่อ Fair Value จากโบรกเกอร์:
1. ดู Level ใน Hierarchy (Level 1 ดีกว่า Level 3)
2. เปรียบเทียบ Fair Value จากหลายสำนัก
3. เช็คสมมติฐานใน DCF เช่น Growth Rate และ Discount Rate
4. ดู Liquidity ของหุ้น (ปริมาณซื้อขายรายวัน)
5. ทดสอบ Sensitivity การเปลี่ยนแปลงของสมมติฐาน

สถานการณ์เฉพาะไทย:
1. Risk จากตลาด mai: หุ้น small-cap อาจมี Fair Value ที่เบี่ยงเบนได้ 10-20% เนื่องจากข้อมูลน้อยและนักลงทุนรายย่อยน้อย
2. Risk จาก Related Parties: บริษัทที่ผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่มีส่วนในบริษัทอื่นๆ อาจมีการกำหนดราคาในธุรกรรมที่ไม่อิงตลาดจริง ต้องตรวจสอบในหมายเหตุประกอบตามข้อกำหนดของ ก.ล.ต.
ความผันผวนที่เกิดจากสภาพคล่องต่ำสามารถอ่านเพิ่มได้จาก ผลกระทบของความผันผวนตลาดต่อมูลค่ายุติธรรม

Fair Value ดูตรงไหนในงบการเงิน?

ดูในงบดุลที่สินทรัพย์และหนี้สินถูกวัดด้วยมูลค่ายุติธรรม เช่น การลงทุนในหลักทรัพย์ขั้นที่ 1 และหมายเหตุประกอบที่ระบุ Fair Value Hierarchy ตาม TFRS 13

ถ้าราคาตลาด (Market Price) สูงกว่า Fair Value ควรซื้อไหม?

ไม่ควรซื้อทันที เพราะขาด Margin of Safety ราคาอาจปรับลงสู่ Fair Value ได้ หากเชื่อใจในบริษัทระยะยาว อาจใช้กลยุทธ์ Cost Averaging แต่ต้องรับความเสี่ยงที่ราคาอาจดึงลงนาน

Fair Value Gap ต่างจาก Gap ปกติอย่างไร?

FVG เกิดจาก Imbalance ของ Order Block ขนาดใหญ่ตาม SMC ทำให้ราคามักจะกลับมาเติมเต็ม Gap ปกติจากข่าวอาจไม่ revisit ในขณะที่ FVG

Leave a Reply