66, Broklyn St, New York, USA
Turning big ideas into great services!

ต้นทุนค่าเสียโอกาส คืออะไร สูตรคำนวณและตัวอย่างใช้จริง 2026

Home / มือใหม่หัดรวย / ต้นทุนค่าเสียโอกาส คืออะไร สูตรคำนวณและตัวอย่างใช้จริง...

meetcinco_com | 26 Mar

ต้นทุนค่าเสียโอกาส คืออะไร สูตรคำนวณและตัวอย่างใช้จริง 2026

ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) คืออะไร? นิยามที่เข้าใจง่ายที่สุดในปี 2026

ต้นทุนค่าเสียโอกาส คือ มูลค่าสูงสุดของทางเลือกที่ดีที่สุดที่เรายอมสละไป เพื่อเลือกทางเลือกอื่น ในสถานการณ์ที่ทรัพยากรมีจำกัด เช่น เวลา เงิน หรือพลังงาน นี่คือแนวคิดพื้นฐานที่หลายคนเข้าใจผิด เพราะคิดว่ามันแค่เกี่ยวกับเงิน แต่หัวใจที่หลายคนมองข้ามคือ มันเกี่ยวกับ “โอกาสที่หายไป” ที่อาจมีมูลค่ามากกว่าตัวเงินที่เห็นได้ด้วยตา

ลองนึกภาพเช้านี้ คุณมีเงิน 1,000 บาท จะกินกาแฟที่บ้านชงเองที่คาเฟ่ Amazon (ประหยัด 200 บาท) หรือไปซื้อที่ร้าน Inthanin (จ่าย 150 บาท แต่ได้บรรยากาศชิลล์และพื้นที่ทำงาน) ถ้าเลือกชงเอง คุณได้ประหยัดเงิน แต่เสียโอกาสได้นั่งทำงานในคาเฟ่ที่ช่วยให้ไอเดียไหลลื่นกว่าและพบปะผู้เชี่ยวชาญ นี่คือต้นทุนค่าเสียโอกาสในชีวิตประจำวันที่แท้จริง มันไม่ใช่แค่ “เงินที่จ่ายไป” แต่คือ “มูลค่าสูงสุดของสิ่งที่ไม่ได้เลือก”

พนักงานออฟฟิศไทยหนุ่มสาวในครัวอพาร์ตเมนต์ยามเช้าถือแก้วกาแฟ มองโทรศัพท์แสดงคาเฟ่ใกล้เคียงใต้แสงแดดอุ่นลอดหน้าต่าง

ในทางเศรษฐศาสตร์ มันไม่ใช่แค่คำนวณค่าใช้จ่าย แต่เป็นกลไกที่ช่วยให้เราเข้าใจว่าทุกการตัดสินใจคือการแลกเปลี่ยน เนื่องจากทรัพยากรของเรามีจำกัดเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจที่ต้องตัดสินใจลงทุน พนักงานออฟฟิศที่แบ่งเวลาไป between โครงการต่างๆ หรือนักเรียนที่เลือกเรียนวิชาใด ทางเลือกที่หนึ่งจะถูกเลือก และทางเลือกที่ดีที่สุดที่เหลืออยู่จะกลายเป็น “ต้นทุน” ที่ต้องจ่าย

ทำไมต้องเข้าใจเรื่องนี้ในปี 2026? เพราะยุคนี้ตัวเลือกเยอะมากเกินกว่าที่สมองมนุษย์สามารถประเมินได้โดยไม่ใช้กรอบคิด จากการลงทุนในหุ้น SET ไปจนถึงการเรียนคอร์สออนไลน์บน SkillLane หรือการทำงานแบบ Remote ถ้าไม่รู้จักต้นทุนแฝงและกลไกนี้ คุณอาจเลือกผิดแล้วเสียใจทีหลังโดยไม่รู้ตัว เพื่อให้เข้าใจลึกขึ้น สามารถอ่านบทความที่ทำความเข้าใจต้นทุนค่าเสียโอกาสให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้ที่ ทำความเข้าใจต้นทุนค่าเสียโอกาสให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

วิธีคำนวณต้นทุนค่าเสียโอกาส: สูตรและตัวอย่างที่ใช้ได้จริง

สูตรพื้นฐานที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้คือ ต้นทุนค่าเสียโอกาส = ผลตอบแทนของทางเลือกที่ดีที่สุดที่ไม่ได้เลือก – ผลตอบแทนของทางเลือกที่เลือก แต่ในชีวิตจริง การนำไปใช้ต้องเข้าใจถึง “ประเภทต้นทุน” อย่างชัดเจน

ขั้นตอนการคำนวณสำหรับคนไทย: 1) รวบรวมทางเลือกทั้งหมดที่เป็นไปได้ 2) ประเมินผลตอบแทนแต่ละทาง โดยแยกเป็น ต้นทุนโดยตรง (ค่าใช้จ่ายที่จ่ายเป็นเงินชัดเจน) และ ต้นทุนแฝง (มูลค่าของสิ่งที่เสียไปโดยไม่ใช่เงิน เช่น เวลา ความเสี่ยง หรือโอกาสอื่น) 3) หาทางเลือกที่ดีที่สุดที่ไม่ได้เลือก แล้วลบกับผลตอบแทนของทางเลือกที่เลือกจริง

ผู้ประกอบการนั่งโต๊ะสำนักงานสมัยใหม่เปรียบเทียบกราฟออมเงินธนาคารกับการลงทุนคริปโตบนหน้าจอคู่ ใต้แสงโคมไฟสีน้ำเงินเย็น

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน นี่คือตารางเปรียบเทียบสำหรับนักลงทุนไทยและเจ้าของ SMEs:

ทางเลือก ผลตอบแทนต่อปี (บาท) ประเภทต้นทุน Opportunity Cost (บาท)
นักลงทุน:
ฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ดิจิทัล (อัตราดอกเบี้ย 1.5% ตามข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย)
1,500 (จากเงิน 100,000 บาท) โดยตรง: 0 บาท
แฝง: ความเสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบแทนต่ำ
–
นักลงทุน:
ลงทุนหุ้น SET Index (ผลตอบแทนเฉลี่ย 7% ต่อปี รวมผลตอบแทนจากราคาหุ้นและเงินปันผล)
7,000 (จากเงิน 100,000 บาท) โดยตรง: ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย
แฝง: ความเสี่ยงสูง, เวลาในการติดตามตลาด
ถ้าเลือกฝากธนาคาร: 7,000 – 1,500 = 5,500 บาท
SME:
ขยายสาขา (ลงทุน 500,000 บาท คาดกำไรสุทธิ 100,000)
100,000 โดยตรง: เงินลงทุน
แฝง: เวลาและพลังงานในการจัดการสาขาใหม่
–
SME:
อัพระบบร้านค้าออนไลน์บน Lazada/Shopee (ลงทุน 200,000 บาท คาดกำไรสุทธิ 150,000)
150,000 โดยตรง: ค่าขนส่ง ค่าครุ้ง
แฝง: การจัดการคลังสินค้า การตอบคำถามลูกค้า
ถ้าเลือกขยายสาขา: 150,000 – 100,000 = 50,000 บาท

ข้อควรพิจารณาสำหรับนักลงทุน: การเลือกทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า (เช่น ฝากธนาคาร) ไม่ได้เป็นข้อผิดพลาดเสมอไป มันอาจเป็น “ราคาของความไม่กล้าสูญเสีย” (Price of Risk Aversion) ซึ่งเป็นแนวคิดที่สมาคมตลาดหุ้นไทยและหน่วยงานกำกับดูแลให้ importance ว่าคนที่มีความไม่กล้าสูญเสียสูงจะเลือกสินทรัพย์ที่ปลอดภัย แม้ว่าจะมีผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำลงในระยะยาว การเข้าใจนี้ช่วยให้ตัดสินใจตรงกับลักษณะตัวตนและเป้าหมายทางการเงินได้

ขั้นตอนการคำนวณกำไรทางเศรษฐศาสตร์สำหรับเจ้าของธุรกิจ SMEs:
1. คำนวณกำไรทางบัญชี: รายได้สุทธิ – ต้นทุนที่จ่ายจริง (ค่าเช่า ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงพนักงาน)
2. หาค่าแรงแฝงของเจ้าของ: กำหนดอัตราเงินเดือนตามตลาดสำหรับตำแหน่งที่คุณทำ (เช่น ผู้จัดการร้านค้าในกรุงเทพฯ ปัจจุบันมีอัตรา 30,000-50,000 บาท/เดือน) นี่คือมูลค่าของเวลาที่คุณใช้ทำงานในธุรกิจของคุณเองที่หากคุณทำงานให้คนอื่นจะได้รับ
3. รวมต้นทุนแฝงอื่นๆ: เช่น การใช้ทรัพยากรส่วนตัว (รถยนต์ บ้าน) ที่ไม่คิดค่าเช่า
4. คำนวณกำไรทางเศรษฐศาสตร์: กำไรทางบัญชี – (ค่าแรงแฝง + ต้นทุนแฝงอื่นๆ)

ตัวอย่างเจ้าของร้านกาแฟในกรุงเทพฯ: ลาออกจากงานประจำเงินเดือน 50,000 บาท/เดือน มาทำร้าน รายได้สุทธิหลังหักค่าเช่าค่าวัตถุดิบ 30,000 บาท
– กำไรทางบัญชี: +30,000 บาท
– กำไรทางเศรษฐศาสตร์: 30,000 – 50,000 = -20,000 บาท
นี่คือเหตุผลที่หลายร้านในตลาดนัดจตุจักรหรือศาลเจ้าพ่อเสือดูกำไรดี แต่ล้มลงในที่สุด เพราะมองไม่เห็น “ต้นทุนแฝง” ที่แท้จริง

Key Takeaway: ต้นทุนค่าเสียโอกาสไม่ใช่แค่สูตรคณิตศาสตร์ แต่เป็นกล้องดูThrough ที่ช่วยให้เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่หลังตัวเลขกำไรทางบัญชี

ความแตกต่างระหว่าง “ต้นทุนทางบัญชี” และ “ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์”

แต่สูตรข้างต้นยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด เพราะต้นทุนทางบัญชีไม่ได้รวม “ต้นทุนแฝง” ที่สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้การคำนวณกำไรทางเศรษฐศาสตร์เป็น “กำไรจริง”
กำไรทางบัญชี = รายได้ – ต้นทุนที่จ่ายจริง (ค่าใช้จ่ายที่ออกเงิน)
กำไรทางเศรษฐศาสตร์ = รายได้ – (ต้นทุนที่จ่าย + ต้นทุนแฝงทั้งหมด + Opportunity Cost)

ความแตกต่างสำคัญคือ: ต้นทุนทางบัญชีเป็นข้อมูลสำหรับผู้เสียภาษีและวิเคราะห์การเงินภายนอก ในขณะที่ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์เป็นเครื่องมือสำหรับผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจในการตัดสินใจระยะยาว ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ชี้ว่าความล้มเหลวของ SMEs ไทยหลายรายเกิดจากการประเมินกำไรผิดพลาดโดยไม่รวมต้นทุนแฝงเหล่านี้เข้าไป

กลับไปดูตัวอย่างร้านกาแฟ: กำไรทางบัญชี 30,000 บาทดูน่าอัศจรรย์ แต่เมื่อรวมค่าแรงของเจ้าของที่ลืม (50,000 บาท) มันกลายเป็นขาดทุน 20,000 บาท แสดงว่าเจ้าของกำลังทำงานให้ตัวเองโดยไม่ได้รับค่าจ้างที่เหมาะสม การรู้จักเรื่องนี้ช่วยให้ตัดสินใจว่าจะทำงานเต็มเวลาในธุรกิจ หรือจ้างผู้จัดการและใช้เวลาทำอย่างอื่นได้

คำเตือน: อย่าดูแค่กำไรบัญชีที่ดูดี ศึกษาต้นทุนเศรษฐศาสตร์เพื่อตัดสินใจยั่งยืนและไม่ล้มเหลวเหมือนร้านค้าชื่อดังหลายแห่งในไทย

3 สถานการณ์ในชีวิตประจำวันที่คุณเสีย “ค่าเสียโอกาส” โดยไม่รู้ตัว

ไม่ใช่แค่เงิน แต่เวลาและพลังงานสมองคือต้นทุนใหญ่ที่สุดในยุค Remote Work และ Digital Nomad ที่คนไทยกำลังปรับตัวมาเยอะ

สถานการณ์ 1: การบริหารเวลาและพลังงานสมอง
การไถ TikTok/Instagram 2 ชั่วโมงต่อวัน แทนที่จะเรียนคอร์ส Python บน Coursera หรือ SkillLane เพื่อเพิ่มรายได้จาก Freelance ซึ่งอาจเพิ่มรายได้ 10,000 บาท/เดือนได้ Opportunity Cost ไม่ใช่แค่เวลา 60 ชั่วโมงต่อเดือน แต่รวมถึง พลังงานสมอง (Mental Energy) ที่หมดไปและไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ การวิจัยด้านจิตวิทยาการทำงานชี้ว่าความเหนื่อยล้าในการตัดสินใจ (Decision Fatigue) จากการรับข้อมูลมากเกินไปในโซเชียลมีเดียจะลดความคิดสร้างสรรค์และความแม่นยำในการทำงานที่สำคัญ

ภาพประกอบสดใสของคนยืนทางแยกเรืองแสงในกรุงเทพฯอนาคต ทางหนึ่งมีกราฟหุ้นพุ่งขึ้น อีกทางบ้านครอบครัวสงบยามพลบค่ำ

สถานการณ์ 2: สุขภาพและ Digital Assets
ถือเงินสด 200,000 บาท ในยุคเงินเฟ้อที่กระทรวงพาณิชย์และธนาคารแห่งประเทศไทย(BOT) ระบุว่าอยู่ในระดับ 3% ต่อปี แทนที่จะลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผูกกับดอลลาร์ผ่านแอพ SCB Easy หรือกองทุนรวมดิจิทัลของ TMB Eastspring ที่ให้ผลตอบแทน 4-5% Opportunity Cost = เงินเฟ้อกินมูลค่า + โอกาสเติบโตที่หายไป การออมเงินสดในบัญชีที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าเงินเฟ้อคือการสูญเสียเงินโดยไม่รู้ตัว สามารถอ่านผลกระทบของเงินเฟ้อต่อการออมและการลงทุนในไทยเพิ่มเติมได้ที่ ผลกระทบของเงินเฟ้อต่อการออมและการลงทุนในไทย

สถานการณ์ 3: ความสัมพันธ์และสุขภาพ
ทำงานล่วงเวลา OT ทุกเย็น ได้เงินเพิ่ม 5,000 บาท/เดือน แต่เสียเวลากับครอบครัวหรือออกกำลังกาย Opportunity Cost ไม่ใช่แค่ความสุขที่ซื้อไม่ได้ แต่รวมถึงสุขภาพระยะยาวและความสัมพันธ์ที่เสื่อมสลาย ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าจำนวนเงินที่ได้รับในระยะสั้น นี่คือ “Portfolio ของ Opportunity Cost” ที่หลายคนมองข้าม คือ การไม่균านระหว่าง Money, Time, Health, และ Relationships

กลยุทธ์ Opportunity Cost Portfolio:
– Money: เงินที่อาจได้จากทางเลือกอื่น
– Time: เวลาที่ใช้ไปในทางเลือกนี้
– Health: สุขภาพที่เสียหายหรือไม่ได้รับการดูแล
– Relationships: ความสัมพันธ์ที่ถูกทำลายหรือไม่ได้รับการบำรุง
การที่คนไทยทำงาน OT มากเกินไปโดยไม่คำนวณ Opportunity Cost ในหมวด Health และ Relations ทำให้เกิดผลกระทบระยะยาวที่ราคาแพงกว่าคำนวนเงินที่ได้รับ

กลยุทธ์การลด Opportunity Cost เพื่อการตัดสินใจที่เฉียบคมขึ้น

ใช้ Framework “Hybrid Option & Timeline Shift” แทน Rule of 3 ที่คลุมเครือ: เสมอหาทางเลือกที่ 3 นอกเหนือจาก A หรือ B และมองไปยังระยะเวลายาวๆ

  • Generate ทางเลือกครบถ้วน: ใช้ Pantip หรือ SETSMART เปรียบเทียบจริง ไม่ใช่แค่ทางเลือกที่เห็นอยู่หน้าตา แต่รวมทางเลือกที่ไม่น่าจะคิด เช่น “ไม่ทำอะไรเลย” (Status Quo) ก็คือทางเลือกที่มี Opportunity Cost ด้วย
  • Evaluate ผ่านมุมมองหลายมิติ: ประเมินผลตอบแทน แต่ถามตัวเอง “ถ้าเลือกผิด เสียอะไร最悪?” ในหมวด Money, Time, Health, Relations ใช้ข้อมูลจาก DBD และ BOT เพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือ
  • Prioritize ด้วย Eisenhower Matrix: แบ่งเป็น Urgent vs Important เพื่อดูว่าทางเลือกที่กำลังทำอยู่มันสำคัญจริงหรือแค่เร่งด่วน

3 สัญญาณที่คุณกำลังมองข้าม Opportunity Cost:
1. รู้สึกว่าทุกวันเหมือน “ทำงานไปไม่มีที่สิ้นสุด”
2. เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นแล้วรู้สึกว่าตัวเอง “กำลังจะดีขึ้น” แต่ไม่เคยถึง
3. ตัดสินใจบนพื้นฐาน “รู้สึกว่าดี” ไม่ใช่ “ข้อมูลที่ชัดเจน”

Checklist การตัดสินใจก่อนลงมือ:
– มีทางเลือกครบ? (รวมทางเลือกที่ไม่อยากทำด้วย)
– คำนวณ Opportunity Cost ในทุกหมวด (Money, Time, Health, Relations) แล้ว?
– ทดสอบเล็กๆ ก่อน? (เช่น ลงทุนเป็นตัวย่อยก่อน ขยายสาขาในพื้นที่เล็กก่อน)

สำหรับนักลงทุน: ก่อนซื้อหุ้น เปรียบเทียบกับกองทุน ETF บนแอพ SCB Easy และเงินเฟ้อ
สำหรับ SME: ก่อนขยาย ศึกษากฎหมายจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และต้นทุนแฝงของตัวเอง
ไม่มีการตัดสินใจไหนสมบูรณ์แบบ แต่การรู้ Opportunity Cost จะทำให้เสียใจน้อยลง สร้างความยั่งยืนในชีวิตการเงินและเวลาด้วย

ต้นทุนค่าเสียโอกาสเป็นตัวเงินเสมอไปหรือไม่?

ไม่เสมอไป มันสามารถเป็นเวลา สุขภาพ หรือโอกาสอื่นๆ ได้ เช่น การนอนดึกเพื่อทำงานคือเสียสุขภาพระยะยาว การเลือกทำงานในกรุงเทพฯ แทนที่จะไปต่างจังหวัดอาจหมายถึงการเสียโอกาสพบปะครอบครัวที่บ่อยขึ้น ซึ่งมีมูลค่าทางอารมณ์และสังคมที่ยากจะคำนวณเป็นเงิน

ถ้ามีทางเลือกเดียว จะมีต้นทุนค่าเสียโอกาสไหม?

มีเสมอ เพราะโลกนี้มีทางเลือกซ่อนอยู่ เช่น ไม่ทำอะไรเลย (Status Quo) ก็คือทางเลือกหนึ่ง การที่เราเลือก “ไม่ทำ” ก็มี Opportunity Cost คือมูลค่าของสิ่งที่อาจได้ถ้าเราเลือกทำ ในทางปฏิบัติ ทางเลือกที่แท้จริงมักมีมากกว่า 3-4 ทางหากคิดอย่างกว้างขวาง

ค่าเสียโอกาส (Opportunity Loss) กับ Opportunity Cost ต่างกันอย่างไร?

Opportunity Cost เป็นทฤษฎีที่หมายถึง “มูลค่าสูงสุดของทางเลือกที่ดีที่สุดที่ไม่ได้เลือก” ซึ่งเป็นค่าที่ควรคำนวณก่อนตัดสินใจ ในขณะที่ Opportunity Loss เป็นคำที่ใช้บรรยาย “ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง” หลังจากการตัดสินใจผิดพลาด ตัวอย่าง: ถ้าคุณคำนวณ Opportunity Cost ก่อนแล้วเลือกฝากธนาคารที่ได้ 1.5% แทนหุ้นที่ได้ 7% Opportunity Cost ของคุณคือ 5.5% (ค่าที่เสียไปเพราะเลือกทางที่ได้น้อยกว่า) แต่ถ้าหุ้นลงราคาและคุณขาดทุน 10% นั่นคือ Opportunity Loss ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งอาจมากหรือน้อยกว่า 5.5% ขึ้นอยู่กับตลาด

ทำไมเราถึงต้องคำนวณต้นทุนค่าเสียโอกาสก่อนลงทุน?

ช่วยเห็นภาพคุ้มค่าจริง ลดความเสี่ยงเลือกทางที่ดูดีแต่แพงในระยะยาว เช่น ลงทุนหุ้น vs ฝากธนาคาร การคำนวณช่วยให้เข้าใจว่า “ผลตอบแทนที่สูง” อาจมาพร้อมกับ “ความเสี่ยงและOpportunity Cost ของเวลา” ที่สูงด้วย ไม่ใช่แค่ดูอัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนเฉลี่ยเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างต้นทุนค่าเสียโอกาสในการเรียนต่อคืออะไร?

เรียน ป.โท 2 ปี ค่าใช้จ่าย 500,000 บาท + เสียรายได้งาน 800,000 บาท (ถ้าไม่เรียนจะทำงานได้เงินเดือน 40,000/เดือน) ถ้างานใหม่หลังเรียนให้เงินเดือนสูงกว่า 20,000 บาท/เดือน Opportunity Cost ที่แท้จริงคือ (เงินเดือนเพิ่ม 20,000 x 24 เดือน) – 800,000 = 400,000 บาท แสดงว่าการเรียนต้องสร้างรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 400,000 บาทในระยะ 2 ปีหลังเรียนถึงจะคุ้มค่า

เราสามารถทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสเป็นศูนย์ได้ไหม?

ไม่ได้ เพราะทรัพยากรจำกัดเสมอ แม้ทางเลือกเท่ากัน ผลตอบแทนก็ต่างตามสถานการณ์และเวลาที่ใช้ การที่เราเลือก A ก็หมายความว่าเราสละ B และ C ที่อาจดีกว่าในบางมิติ การมีอยู่ที่สมบูรณ์แบบคือการที่เราเลือกทางเลือกที่มี Opportunity Cost ต่ำสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ใช่ศูนย์

ในทางธุรกิจ ต้นทุนแฝงสำคัญอย่างไร?

ช่วยคำนวณกำไรจริง เช่น ค่าแรงเจ้าของที่ลืมรวม ทำให้ธุรกิจดูกำไรแต่จริงๆ ขาดทุน ควรหักออกก่อนตัดสินใจขยาย ในกรณี SMEs ไทย ต้นทุนแฝงที่มักมองข้ามคือ: ค่าแรงเจ้าของที่ไม่ได้จ่าย, ค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่ใช้ในธุรกิจ, และความเสี่ยงที่ไม่ได้ประเมิน (เช่น การที่ตลาดเปลี่ยนไป)

จะอธิบายเรื่องนี้ให้เด็กเข้าใจง่ายๆ ได้อย่างไร?

บอกว่า “ถ้ามีขนม 2 ชิ้น ชอบชิ้นไหนมากกว่าก็เลือกนั่น แต่ชิ้นที่เหลือคือของที่เสียไปนะ และถ้าเราเลือกชิ้นที่ชอบน้อยกว่าเพราะกลัวมันจะหมดเร็ว ก็หมายความว่าเรากำลังจ่าย ‘ความกลัว’ เป็นต้นทุน”

Leave a Reply